อัพเดทล่าสุด 2017-04-19 18:20:58

แกะกล่องรีวิว iFi Micro iDAC2

DAC เสียงทรงพลัง คุ้มค่าคุ้มราคา

Image title

    หลังจากปล่อยให้กระแส Mojo ครองเมืองอยู่พักใหญ่ มาคราวนี้ iFi ก็จะกลับมาทวงบัลลังก์ DAC กลับคืนมาเป็นของตัวเองบ้าง จริงๆเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ iFi หยุดทำตลาดในบ้านเราไปพักใหญ่ เพราะตัวแทนนำเข้าคนก่อนยกเลิกการทำตลาดไป แต่ตอนนี้เราได้ตัวแทนนำเข้าคนใหม่มาทำตลาดแล้ว ดังนั้น mojo ก็จะได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันบ้างแล้วครับ


    บรรดาทัพของ iFi จริงๆมี Product ที่นอกเหนือจากพวก dac มาเพียบเลยครับ ทั้งพวก iSilencer ที่คล้ายๆกับ Jitterbug ของ audioquest ทำหน้าที่คล้ายๆกัน คือ กรอง noise และช่วยให้ blackground สงัดมากขึ้น แต่ราคาถูกกว่า และโชว์เหนือกว่าด้วย iDefender ที่สามารถต่อไฟเลี้ยงจากภายนอกป้องกันกระแสไฟที่อุดมด้วย noise จาก PC ได้อีกตะหาก และยังมีอีกเยอะมากมายบรรยายไม่หมด แต่วันนั้นเราจะมาเจาะจงเรื่อง DAC ดังนั้น พวก accessory ขอข้ามก่อนนะครับ เพราะวันนี้เราจะมารีวิว iFi Micro iDAC2 กัน


    ในซีรี่ย์ของ DAC ตระกูล Micro จริงๆจะมี 2 รุ่นนะครับ คือ iFi Micro iDAC2 กับ IDSD คู่นี้ต่างกันตรงที่ iDSD จะรองรับไฟล์ที่ความละเอียดสูงกว่า , มีแบตเตอร์รี่ในตัวเอง , มี mode พิเศษเช่น Xbass และ 3D mode  แต่ของ iDAC2 จะต้องต่อกับคอมพิวเตอร์แบบเพียวๆ เพราะไม่มีช่องต่อไฟเลี้ยงอื่นจากภายนอก และยังเป็นขั้วแบบ USB-B ที่ไม่ได้ออกแบบไว้เผื่อสำหรับต่ออุปกรณ์อื่นได้อย่าง iDSD2 ดังนั้นการต่อกับ PC หรือ MAC จะเหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า


    การเชื่อมต่อ iDAC2 นั้น ต้องลง driver ก่อนนะครับ ถ้าใครใช้ Mac สะดวกกว่าหน่อยตรงที่เสียบและใช้ได้เลย แต่ MAC ไม่รองรับ DSD แบบ bitstream นะครับ ต้องผ่าน DoP แทน ส่วน PC ใช้แบบ bitstream ได้ แต่ต้องเลือก Profile ของ ASIO จะดีที่สุดครับ


งานประกอบภายนอก

-------------------------


    ตัว iFi ทุกซี่รี่ย์จะใช้ case แบบ Metal Case คือเป็นอลูมีเนียมแบบหนาและชุบอโนไดซ์สีเงิน เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนและสนิม  น้ำหนักอยู่ในระดับกำลังเหมาะไม่หนักเกินหรือเบาโหวง มีไฟแสดงผลให้ 3 ดวง  ดวงแรกเป็นไฟของ power จะตรงกับรูป Power ส่วนดวงอื่นๆผมก็ยังงงๆ  ในคู่มือก็ไม่ได้บอกอะไร แต่เท่าที่ทดลองกับหาข้อมูลดู ตรงไฟแสดงผลที่ตรงกับโลโก้สามเหลี่ยม หรือ โลโก้ “Play” นั้นจะสามารถเปลี่ยนสีได้ครับ เปลี่ยนตามค่า sampling rate ซึ่งจะแบ่งออกเป็น


สีเขียว             =  44/48kHz

สีเหลือง          =  88/96kHz

สีฟ้าอมเขียว    =  176/192kHz

สีขาว               =   DXD352/384kHz

สีน้ำเงิน           =  DSD2.8/3.1MHz

สีม่วง              =   DSD 5.6/6.2/11.2/12.2MHz

สีเขียวกระพริบ =   รอ usb เชื่อมต่อ


    ตัวไฟจะค่อยๆเปลี่ยนสีไปแบบ smooth มากนะครับ ไม่ใช่ตัดพรึบและเปลี่ยนสีไฟเป็นสีใหม่ เรียกว่า เป็นการเปลี่ยนสีแบบไฮโซเหมือนไฟของ Mojo นั่นเลยครับ งานตรงไฟแสดงสถานะนี่เนี๊ยบมาก เพราะไม่มีร่องรอยเป็นร่องเจาะลงไปแต่อย่างใด แต่เรียบเนียนสนิทเหมือนไฟแสดงสถานะของพวก Smartphone ทั่วๆไป

Image title



    Image title

    ด้านหน้าจะแบ่งออกเป็น Volume Control , ช่อง Analog Out 2 ชุด คือจะมีทั้ง RCA out และ jack แบบ 3.5  ด้วย ส่วนด้านหลังอันนี้จะแตกต่างจาก iDAC ตัวเก่าตรงที่ ตัวเก่ามีแค่ช่อง USB in แต่ตัว iDAC2 จะมี switch control เอาไว้เลือกสถานะการทำงานว่าจะใช้ mode standard หรือว่า bit perfect สิ่งที่แตกต่างระหว่าง 2 mode นี้คือ ถ้าใช้ mode standard เสียงเบสจะเยอะกว่าแบบ bit perfect แต่ใน mode bit perfect นั้น การโฟกัส image จะทำได้ดีกว่า และแยกชิ้นดนตรีได้ชัดเจนกว่า นอกจากนี้ยังมีเพิ่มในส่วนของ Coaxial Out ไว้อีกด้วย เผื่อสำหรับการเชื่อมต่อกับชุดของ iFi เอง และเผื่อสำหรับการใช้งานต่อพ่วงอุปกรณ์ชิ้นอื่น ที่สำคัญตัว usb นั้น รองรับ usb 3.0 ด้วยนะครับ ( แต่ก็รองรับพวก usb 2.0 ด้วยนะ )

Image title


    ในส่วน chip dac นั้น ตัว iFi เปลี่ยนจาก ESS Sabre มาเป็น Burr Brown แทน เท่าที่หาข้อมูลยังไม่เจอว่าใช้ chip รุ่นไหนของ Burr Brown แต่ว่ากันว่าเป็น Chip ที่เกรดสูงและราคาแพงกว่า ESS Sabre นะครับ ดังนั้น แฟนๆ ESS อย่าเสียใจไป Burr Brown ก็ให้เสียงไม่ธรรมดาเหมือนกัน


    ตัว iDAC2 จะรองรับความละเอียดทางฝั่ง PCM สูงสุดที่ 24bit/192kHz ส่วน DSD จะรองรับ DSD ที่ระดับ DSD256 หรือก็คือ รองรับ DSD ที่ Sampling Rate 11.2MHz อันนี้จะต่างจาก iDSD ตรงที่ตัวนั้นจะรองรับ spec ได้สุดทางกว่าครับ แต่ปัจจุบัน file DSD ที่ผมเจอสูงสุดก็อยู่ที่ DSD256 นี่แหละครับ และ file เพลง แบบ PCM ที่เห็นขายๆกัน ส่วนใหญ่ก็สุดที่ 24bit/192kHz นี่แหละครับ พวกระดับ 32bit ยังคงหายากอยู่ แถมสตูดิโอโดยมากก็จะบันทึกเสียงแบบ Master ไว้ที่ 24bit/192kHz เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเพลงระดับ 32bit นั้น ยุ่งยากในขั้น edit พอสมควร เพราะค่อนข้างกินสเปคเครื่องในการ edit เอามากๆ ยิ่งถ้าทำหลายๆ track ยิ่งหน่วงระบบเข้าไปใหญ่ Studio หลายๆที่เลยเลือกที่จะใช้ file แบบ 24bit/192kHz มากกว่า ดังนั้นผมเลยไม่อยากให้ไปซีเรียสว่า spec ทุกอย่างต้องสุดทาง เพราะพวก spec เทพๆหลายๆตัว เสียงไม่ได้เรื่องก็เยอะแยะครับ


เรื่องของเสียง

----------------

    ใครที่ชอบ DAC ที่ให้เบสเยอะๆต้องหาแอมป์มาต่อเสริมแล้วละครับ เพราะตัว iDAC2 ไม่ได้เน้นเบสมากมาย จะเด่นในย่านเสียงสูงเป็นพิเศษ เสียงสูงจะชัดมาก ให้ impact ย่านสูงที่ดีแบบไม่ธรรมดา ทั้งชัดและเก็บรายละเอียดได้ดี ที่สำคัญคือไม่มีเสียงบาดหูแม้แต่นิดเดียว โทนเสียงสูงจะออกกลางๆไม่อุ่นหรือหวานเย็น

    เสียงกลางนั้นชัดไม่ติดแหลม และให้เนื้อเสียงกลางที่ดีมากๆ ไม่หนาเกินไป ไม่บางเกินไป และ มี dynamic ที่ดีเยี่ยม เสียงร้องจะมีเนื้อเสียงที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพลงที่บันทึก ไม่แอบแถมเหมือนเครื่องเสียงบางแบรนด์ มวลอาจจะไม่เยอะเท่าไหร่เพราะ DAC เกรดดีๆส่วนใหญ่จะให้ลักษณะเสียงแบบนี้อยู่แล้ว รูปทาง image ของเสียงร้องก็ทำได้ดีมากครับ ให้รูปทรงเป็นแบบ 3 มิติและให้ shape ที่สวยมากๆ ไม่แบนหรือแผ่แบบ dac บางตัว แม้ย่านกลางต่ำเองก็ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดี ย่านเบสไม่ได้ให้มวลเยอะมากมาย แต่ impact แน่นดีมากๆ และให้ middle bass ที่แน่น ถ่ายทอดรายละเอียดออกมาได้ดี

Image title

    ไฮไลท์ของ DAC ตัวนี้อยู่ที่ Dynamic , มิติ และ Soundstage ครับ ต้องถือว่าเป็น DAC ที่ให้ Dynamic ได้ดีอีกตัวนึงเลยทีเดียว ทำให้พวกชิ้นดนตรีที่อยู่ห่างๆได้ยินหัวโน้ตที่ชัดเจนดีมากๆ โดยเฉพาะพวก Percussion ยิ่ง set กลองที่ยิ่งเด่นชัดครับ กลองให้น้ำหนักดีและแน่นมากๆ และด้วยความที่เป็น DAC ที่สปีดดีไม่อืด ทำให้การไล่น้ำหนักเสียงของกลองแต่ละลูกสามารถได้ยินได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเพ่ง และให้ระยะของตำแหน่งกลองได้สมจริงไม่มีมาเกยตำแหน่งกัน ฟังแล้วสามารถรู้ได้เลยว่ากลองวางอยู่ตรงไหนบ้าง

    และด้วยการวาง soundstage ที่กว้าง และมิติที่ลึกมากๆ ทำให้การแยกชิ้นดนตรีทำได้ในระดับยอดเยี่ยม blackground ของข้างมืดแทบไม่รู้สึกถึง noise floor เลยทีเดียว ผมไม่มั่นใจว่าถ้าเทียบกับตัว iDSD แล้วทางนั้นจะทำได้ดีกว่าในแง่มิติหรือเปล่า เพราะ iDSD จะมี function 3D มาด้วย แต่ถ้าพูดถึงความสด และสะอาดของพื้นเสียง ตัวนี้ทำได้ดีไม่แพ้ใครแน่นอนครับ

    iDAC2 ต้องใช้ชั่วโมงในการ burn ค่อนข้างสูงนะครับ เห็นทางเมืองนอกว่ากันว่าน่าจะมาจาก การที่เลือกใช้เกรดอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่อยู่ในระดับค่อนขั้นสูง ทำให้ burn ได้ยาก แต่ตัวที่ผมได้มาน่าจะยัง burn ไม่ได้ที่เท่าไหร่ คิดว่าถ้า burn แล้วเนื้อเสียงกลางน่าจะมีความเนียนมากกว่านี้ จริงๆสำหรับ iDAC2 ถ้าคาดหวังจะใช้เป็นแบบ One Stand Alone ก็ทำได้ดีเลยนะครับ เพราะโดยตัววงจรเองก็ใช้แอมป์แบบ Discrete Class A แบบ Buffer ทำให้สามารถรองรับหูฟังได้สูงถึง 600 Ohms เลยทีเดียว แต่ถ้าเราใช้เป็นต้นทางเพื่อไปต่อกับแอมป์ตัวอื่น ผมว่ามันจะช่วยเสริมส่วนที่ขาดอย่างเช่นพวกมวลเสียงให้ดียิ่งขึ้น แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าต่อตรงนี่ก็เด็ดแล้วละครับ

    ถ้าใครกำลังหา DAC แบบสไตล์พกพาสักตัว ถ้าไม่เน้น SPEC ผมให้ Apogee Groove ดีที่สุดในโลกใบนี้แล้วครับ แต่ถ้าอยากได้ spec ที่รองรับ DSD ด้วย โดยส่วนตัวผมให้ iFi iDAC2 ดีที่สุดในเรทราคานี้แล้วครับ


ดูรายละเอียดสินค้า Click!!!

                                Cr. G-7


====================================================================