อัพเดทล่าสุด 2018-03-02 17:17:18

Ableton Live10 - วันนี้ที่รอคอย ของคนทำเพลง

บทความตอนนี้เป็นการรีวิวการใช้งานโปรแกรม Ableton Live10 แบบผู้เริ่มใช้มือใหม่

Image title


    Ableton Live เป็นโปรแกรมทำเพลงที่มีชื่อเสียงด้านงานเพลงอิเล็กทรอนิกส์ EDM และการแสดงสดมาหลายปี และปี 2018 นี้ ทาง Ableton ได้มี Live เวอร์ชั่นใหม่ออกมา คือเวอร์ชั่น 10 ซึ่งทิ้งระยะจากเวอร์ชั่น 9 มาถึง 5 ปี ทำให้ผู้ใช้ Live ทั่วโลก ต่างตื่นเต้นและคาดหวังการพัฒนา Live10 ว่าจะมีสิ่งแปลกใหม่เพิ่มขึ้นมากขนาดไหน


    ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น Live ถูกสร้างมาด้วยแนวคิดว่าเป็นโปรแกรมทำเพลงที่เน้นเพื่อนำไปทำการแสดงหรือเล่นสด โดยทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องดนตรี ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ทำงาน Live จึงมีสิ่งที่แตกต่างจากโปรแกรมทำเพลงอื่นๆ นั่นคือ การทำงานในรูปแบบ Session


    ในโปรแกรมทำเพลงทั่วไป จะมีหน้า Arrange ที่เป็นหน้าหลักในการทำงาน โดยการเล่นเพลงต้องเล่นไปตามเวลา เรียงเป็นห้องไปตามลำดับจากหนึ่งไปสอง ทำให้การทำเพลงและฟังเพลง เราต้องทำเป็นท่อนแล้วนำมาวางไล่เรียงไปเป็น ท่อน A B C ถ้าเราอยากฟังเพลงจากท่อน A แล้วต่อด้วย C แล้วต่อด้วย B เราต้องทำการย้ายท่อนต่างๆ เพื่อฟังผลการเปลี่ยนแปลง นี่คือระบบการทำเพลงบนโปรแกรมทั่วไป คือการทำงานเรียงลำดับตามเวลา


    แต่ Live ถูกสร้างมาเพื่อขจัดการต้องทำงานเรียงตามเวลา โดยการใช้ระบบ Session ซึ่งเป็นจุดขายแรกในวันที่ Live เปิดตัว


    ระบบ Session ของ Live คือการตัดระบบการเรียงท่อนออกไป แล้วใช้ระบบ Clip เข้ามาช่วยทำงาน ทำให้คุณเล่นเสียงต่างๆ หรือส่วนประกอบต่างๆ ของเพลงได้ โดยไม่ต้องเรียงท่อน เรียงตามลำดับเวลา เพราะ Clip แต่ละชิ้น เป็นอิสระต่อกัน คุณสามารถกดเล่นและหยุด Clip โดยไม่ต้องอ้างอิงตามท่อน


Image title

    ลองนึกภาพตามแบบนี้ ว่าคุณทำคลิป A เป็นจังหวะกลองแบบที่ 1 คลิป B คุณทำกลองจังหวะที่ 2 คลิป C คุณเล่นเปียโนเป็นทำนองที่ 1 คลิป D คุณเล่น เปียโนเป็นทำนองที่ 2 ทีนี้คุณอยากได้ยินเสียงคลิปไหนเล่นไปพร้อมกับคลิปอื่น คุณก็แค่กด Play ที่คลิปนั้น นี่คือระบบ Session ของ Live


    และด้วยระบบ Session นี้ ทำให้ Live เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นเครื่องดนตรีได้จริง ตามความตั้งใจ ลองคิดแบบนี้ว่าในเครื่องดนตรีที่เราเล่นกันปกติ ประกอบไปด้วยหลักการสองอย่างคือมี ปุ่มเพื่อเล่นและตัวเสียง เช่น เปียโนตัวลิ่มคือปุ่มเพื่อเล่น เมื่อเรากดแล้วได้เสียงคือเสียงเปียโน หรืออย่างกีต้าร์ การกดสายลงบนฟิงเกอร์บอร์ด คือ ปุ่มเพื่อเล่น และเสียงกีต้าร์ที่ได้ก็คือเสียง


    ระบบ Session ของ Live ก็ทำให้เกิดหลักการสองอย่างนี้คือ ปุ่ม Play ของแต่ละคลิป ก็คือ ปุ่มเล่นในเครื่องดนตรีอื่นๆ และสิ่งที่เราใส่ไว้ในคลิปแต่ละคลิป ก็คือเสียง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ เสียงดนตรีชิ้นเดียว เสียงลูปกลอง หรือเสียงอะไรก็ได้ที่เราใส่ลงไป ดังนั้นเมื่อคนกด Live คนสร้างเสียงอะไรก็ได้ รูปแบบไหน จังหวะไหนก็ได้ ตามที่คุณออกแบบไว้ Live จึงมองได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีอีกชิ้นหนึ่ง นี่คือจุดเด่นของ Live ที่ทำให้ในรอบสิบกว่าปีมานี้ Live อยู่คู่ศิลปินบนเวทีแสดงสดให้เราเห็นอย่างเป็นปกติ


    แต่ถ้าคุณคุ้นเคยกับการทำงานแบบเรียงลำดับบนหน้า Arrange หรือทำเพลงจริงจัง ไม่ใช่เพื่อการแสดงสด Live ก็มีรูปหน้า Arrange ให้ทำงาน ซึ่งทำให้ Live ยังคงสภาพการเป็นโปรแกรมทำเพลงแบบเต็มรูปแบบ ขับเคี่ยวกับโปรแกรมอื่นๆ ในตลาด


Image title

สวัสดีครับ ผมคือมือใหม่ป้ายแดง กับการเป็น Live User


    ผมมีประสบการณ์การใช้โปรแกรมทำเพลงอื่นๆ มาเกือบยี่สิบปี ด้วยระบบการทำงานบนหน้า Arrange ที่เรียงตามลำดับเวลา ส่วน Live เป็นโปรแกรมที่ผมรู้จัก เข้าใจแนวคิด แต่ไม่เคยใช้งานจริงจัง แค่เคยได้เปิดทดลองใช้บ้าง แต่ก็เพียงไม่กี่ชั่วโมง แล้วก็รู้สึกว่าไม่คุ้นเคย ดูเป็นโปรแกรมเฉพาะทางเกินไป แล้วก็แยกทางกันไป


    แต่พอมีประกาศถึงการมาของ Live10 โดยทาง Ableton เน้นชัดๆ ว่า Live10 จะมีฟังก์ชั่นการทำงาน ที่ทำให้คนทำงานสายทำเพลง ทำงานง่ายขึ้นกว่า Live รุ่นก่อนๆ ผมก็เกิดอาการสนใจ


และนี่คือสิ่งที่ผมประทับใจ จากการเป็นมือใหม่ ผู้เริ่มใช้งาน Ableton Live10 มาประมาณ 20 วัน





1. ดูเหมือนจะเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม

    เมื่อเปิด Live10 มา ในฐานะคนเคยผ่านตา Live รุ่นก่อนหน้า ยอมรับว่าผมแทบหาความแปลกใหม่ของหน้าตาโปรแกรมไม่เจอ นี่คือความรู้สึกที่เหมือนเดิม คือ Live คงสภาพ หน้าตา การออกแบบ UI ไว้แบบเดิม แต่ส่วนนี้คือจุดแข็งที่ทำให้ผู้ใช้ Live ในรุ่นก่อนๆ เปิดโปรแกรมมาแล้วคุ้นเคยทันที และจุดแข็งอีกข้อของ UI แบบ Live ที่มีมาแต่เริ่มต้นก็คือ Live เป็นโปรแกรมทำเพลงตัวแรกๆ ที่ใช้แนวคิดการทำงานบนหน้าจอเดียว ไม่ต้องสลับเปิดปิดหน้าต่างไปมา


    แม้จะหาความต่างไม่เจอในตอนแรก แต่พอได้เริ่มใช้งาน ก็พบว่าการทำงานกับ Live10 ทำได้ง่ายขึ้นในหลายๆ เรื่อง เช่นการ Fade คลิป, การซูมย่อ-ขยายพื้นที่หน้าจอ, การจัดการขยับเขยื้อนโน้ต Midi เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องความสามารถพื้นฐานบนโปรแกรมทำเพลง ซึ่งโปรแกรมทำเพลงอื่นๆ ที่ผมใช้ ทำงานเหล่านี้ได้ง่ายเป็นปกติ และง่ายกว่า Live รุ่นก่อนๆ การปรับปรุงเรื่องเหล่านี้บน Live10 จึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น แต่เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ Live10 ปรับตัวเองให้คนทำเพลงที่คุ้นเคยกับโปรแกรมอื่นๆ ทำงานกับ Live10 ได้ง่ายขึ้น



2. ตัวเดียวอันเดียว

    ผมใช้ Live10 รุ่น Suite ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุด มีปลั๊กอินเครื่องดนตรีและปลั๊กอินสำหรับปรับแต่งเสียงมาให้อย่างมากมาย ครบทุกกลุ่มเครื่องดนตรีและครบทุกกลุ่มเอฟเฟกต์ รวมทั้งยังมี Sound Library หรือคลังเสียงขนาดใหญ่เกือบ 72 กิ๊กกะไบต์ แม้เสียงส่วนใหญ่ในคลังเสียงของ Live ตั้งใจทำมาเพื่อดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็มีเสียงเครื่องดนตรีพื้นฐานที่ใช้ในเพลงทั่วไปมาให้แบบใช้งานได้จริง


    แต่การมีคลังเสียงเยอะและปลั๊กอินมากมาย จะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าใช้ทำงานไม่ได้ เสียงไม่ดี หรือยุ่งยากเกินจะเข้าใจ ซึ่งคนทำงานที่คุ้นเคยโปรแกรมทำเพลงและปลั๊กอินหน้าตาสวยอย่างผม เจอรูปแบบหน้าตาของปลั๊กอินแบบ Live ที่ปุ่มและการปรับค่าต่างๆ แทบไม่มีการจำลองหน้าตาแบบปุ่มบนอุปกรณ์จริงเลย ก็ทำให้อึ้งไป แต่พอลองใช้งานก็พบว่าการปรับแต่งเสียงและการหาเสียงต่างๆ บน Live ทำได้ง่ายและดี ปลั๊กอินเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ให้มา ปรับเสียงได้อย่างละเอียด เห็นผล และเสียงดี


    ตลอดระยะที่ผมเริ่มทำงานกับ Live10 ผมไม่ได้เพิ่มเติมปลั๊กอิน VST หรือใช้คลังเสียงอื่นๆ ที่มีจำนวนมหาศาลในฮาร์ดดิสก์ของผม ร่วมกับ Live เลย เพราะในขั้นเริ่มต้นนี้ Live10 ให้ทุกอย่างมาแบบเพียงพอที่จะเริ่มงานจนถึงจบงานได้แบบสบาย ดังนั้น ถ้ามองแบบผมเป็นมือใหม่ที่ต้องลงทุนกับโปรแกรมทำเพลงตัวแรก Live10 คือตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด เพราะซื้อตัวเดียว ... จบ ทำงานขายได้


Image title



3. เบา... โล่ง... โปร่ง... สบาย... ไอเดียกระฉูด


    ผมบอกไปในย่อหน้าแรกๆ แล้ว ว่าระบบ Session ของ Live เป็นจุดเด่น แต่นั่นคือการเล่าจากมุมที่ผมมองจากสื่อและ User คนอื่นๆ แต่โดยส่วนตัว ก่อนหน้านี้ ผมยังนึกการใช้ประโยชน์จากระบบ Session ไม่ออก ว่าจะคุ้มค่าพอให้ผมเริ่มศึกษาเพื่องานทำเพลงอย่างไร ผมไม่ใช่คนที่พกคอมออกไปแสดงสด ผมนั่งทำเพลงหน้าคอมอยู่กับบ้าน และโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ก็ทำงานได้ดี ผมเลยมองว่าระบบ Session เป็นของแนวๆ เป็นเรื่องเฉพาะทาง สำหรับการแสดงเฉพาะแบบ และไม่จำเป็นสำหรับคนทำงานเพลงและคนแต่งเพลงอย่างผม


    แต่พอผมเริ่มใช้ Live10 เริ่มอยากทำความเข้าใจระบบ Session และใช้เวลาเริ่มทำเพลงบนระบบนี้ ไม่นาน ผมก็พบว่า ระบบ Session นี้ มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แม้แต่ในมุมคนที่คิดงานหรือแต่งเพลง เพราะคุณสามารถเล่นสิ่งที่คิดลงไปบนคลิปต่างๆ แบบอิสระ แล้ว Play ฟังสิ่งที่คุณคิดที่คุณเล่นได้ แบบจับคลิปต่างมาผสมกัน ได้อิสระ ไม่ต้องมีท่อน ไม่ต้องมีก่อนหลัง แค่ผสม ทดลอง แล้วฟัง ถ้าใช่ ก็ Copy สิ่งที่ชอบไปจัดเรียงในหน้า Arrange


    ถ้าคุณเคยได้ยินการจดบันทึกแบบ Mind Map - การทำงานคิดเพลง การแต่งเพลงบน Session ก็เหมือนระบบ Mind Map สำหรับงานทำเพลง คือการไม่ต้องคิดงานเป็นเส้นตรง แต่คิดแบบสร้างองค์ประกอบ มารวมตัวเป็นชิ้นงาน


    สิ่งที่เจ๋งแบบร้องเฮ้ย ไม่ใช่แค่รูปแบบการใช้งานระบบ Session เท่านั้น สิ่งที่ยอดมากๆ คือ Live ทำงานทุกอย่างได้ไหลลื่น การเรียกเสียงต่างๆ ทำได้แบบเบาเครื่อง เมื่อคุณเริ่มคิดงาน คุณตั้งค่าความเร็ว เปิด Metronome แล้วกด Play หนึ่งครั้ง จากนั้นคุณก็เริ่มเล่น เริ่มใส่ไอเดีย ลงไปในคลิปต่างๆ โดยที่คุณไม่ต้องกลับมากดปุ่ม Stop อีกเลยจนทำเพลงเสร็จ


    ผมเล่นกับระบบ Session แบบนี้ คือกด Play หนึ่งครั้ง แล้วนั่งทำเพลงกับสร้างคลิปต่างๆ ไปเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง ระหว่างนั้นมีการโหลดเสียง ใส่ปลั๊กอิน ตัดต่อ Midi อัดเสียง ตัดต่อเสียง... ทุกอย่างทำได้ในขณะที่ Live ถูกกด Play ในตอนเริ่มต้นแค่ครั้งเดียว การทำงานไหลลื่น การใส่ปลั๊กอินต่างๆ ไม่มีอาการหยุด สะดุด หรือเสียงรบกวนให้ได้ยิน นี่คือความเจ๋งของ Live คือออกแบบปลั๊กอินต่างๆ มา ให้เปิดได้ไม่สะดุด การทำงานต่างๆ ทำได้โดยไม่ต้องหยุดเพลง


Image title

4. Capture ห่านทองคำ ของคนคิดงาน


    Capture คือการจดจำสิ่งที่คุณเล่นผ่านระบบ Midi เอาไว้ แม้คุณไม่ได้กดอัด - ผมได้ยินฟังก์ชั่นใหม่นี้ ตั้งแต่วันแรกที่ Live10 เปิดตัว และรู้ว่านี่คือจุดขายสำคัญที่ Ableton ตั้งใจโฆษณา แต่ก็เหมือนเดิมคือ ผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะในการทำเพลงปกติ การกดอัดแล้วเล่นสิ่งที่ต้องการ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น


    แต่พอครั้งแรกที่ได้ใช้ระบบ Capture นี้ ก็แทบคลุ้มคลั่ง มีความสุขจนอยากจะออกไปเต้นเพลงคุกกี้กลางสายฝน เพราะมันเป็นสิ่งที่เจ๋งมากๆ


    ในการทำเพลง จะมีช่วงเวลาสำคัญที่ตัดสินว่าท่อนดนตรี, Lick, หรือแรงบันดาลใจต่างๆ จะถูกทำให้เป็นดนตรีได้จริงหรือไม่ ช่วงเวลานั้นคือ ขณะที่เรากำลังเลือกเสียงจากคลังเสียง แล้วลองกดคีย์ ตุแหน่ว ตุแหน่ว ฟังดูว่าสิ่งที่เล่นกับเสียงที่กำลังเลือก จะไปด้วยกันได้ไหม แล้วก็จะมีขณะหนึ่งที่เวลาหยุดนิ่ง เสียงที่เลือกกับสิ่งที่เล่นช่างพอดีกันเสียเหลือเกิน นี่คือสิ่งที่ฟ้าประทานมาโดยแท้ นี่คือท่อนสุดยอดแห่งวงการดนตรี ... จากนั้น เราก็ดีใจ ตื่นเต้น เอาล่ะ ฉันจะบันทึกสิ่งนี้ให้โลกจำ กดอัดล่ะ 1 2 3 4 ... *^&%ายห่า ... เมื่อกี้เล่นยังไงวะ .. ลืม!!! ... แล้วดนตรีสุดยอดแห่งจักรวาลก็หายไปจากคุณตลอดกาล


    Capture แก้ปัญหานี้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเมื่อคุณเจอสิ่งที่คุณเล่นไป แล้วชอบ คุณก็แค่กดปุ่ม Capture สิ่งที่คุณเล่นก็จะถูกนำมาวางในคลิป ที่อัจฉริยะก็คือ สิ่งที่คุณเล่น ถูกจัดให้เข้าจังหวะหรือใกล้เคียงกับค่า BPM ที่ตั้งไว้ แม้คุณไม่ได้กด Play ตอนเล่น ซึ่งการมี Capture ให้ใช้งานนี้ ทำให้คุณเล่นหาไอเดียไปได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจำ  ทำให้คุณปั๊มความคิดออกมาได้อย่างเต็มที่





5. Live and Lern - เรียนรู้ง่าย

    ผมฝึกทำเพลงบน Live โดยนำเพลงเก่ามากที่ชอบเพลงหนึ่ง มา Remix โดยใช้เสียงร้องต้นฉบับแล้วทำดนตรีสวมลงไป


    ระหว่างการทำงาน ก็จะเจอคำถามว่าอยากทำแบบนี้จะทำยังไง อยากปรับตรงนี้จะทำยังไง และสิ่งที่เจ๋งของ Live ก็คือ ถ้าคุณคิดว่าโปรแกรมควรทำอะไรได้ Live ก็จะทำสิ่งที่คุณคิดได้


    อย่างเพลงที่ผมนำมาทำ ของเดิมบันทึกเสียงโดยการอัดเล่นสดพร้อมกัน ไม่มี Metronome กำกับจังหวะเหมือนเพลงในปัจจุบัน ความเร็วของเพลงจึงไม่นิ่ง เมื่อต้องการนำมาทำใหม่ จึงต้องทำให้จังหวะเพลงลงตรงค่า BPM ซึ่งฟังก์ชั่นการยืดหดเสียง Warp บน Live มีชื่อเสียงด้านนี้อยู่แล้ว แต่ที่ผมชื่นชมคือในแง่การเรียนรู้ สำหรับคนคนไม่เคยใช้งานอย่างผม ก็สามารถเรียนรู้และทำให้เสียงลงจังหวะเป็นไปอย่างต้องการได้ โดยการศึกษาไม่ถึงชั่วโมง


    Live10 ยังมีคู่มือให้ดูผ่านหน้าเว็บ ความยาวหลายร้อยหน้า มีวิดีโอ Tutorial จากของ Ableton เอง และผู้ใช้ทั่วโลกให้ดูอย่างมากมาย จึงไม่ยากที่จะเริ่มเรียนรู้ แม้คนที่คุ้นเคยโปรแกรมทำเพลงอื่นอย่างผม ก็สามารถปรับตัวมาเริ่มงานบน Live10 ได้โดยไม่ยาก


ฟังเพลงตัวอย่างที่ผมทำเพื่อศึกษาการใช้งาน Live10 ได้ ตามลิ้งค์

https://youtu.be/_G1yi8fgEsw




บทสรุป

    ผมเองยังเป็นมือใหม่มากกับการใช้งาน Live10 แต่แม้จะเป็นมือใหม่ แต่ก็ได้เจอการใช้งานในมุมที่สร้างแรงบันดาลใจมาก เพราะ Live10 แตกต่างจาก Live รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน  มีหลายอย่างที่พัฒนาขึ้นมาแล้วช่วยให้การทำงานง่าย สนุก ในแบบที่คาดไม่ถึง


    ถ้าคุณกำลังก้าวเข้าสู่งานเพลงและต้องการเริ่มต้นกับโปรแกรมทำเพลง Live10 คือหนึ่งตัวเลือกอันดับต้นๆ ทั้งของคุณเองและของชาวโลก คุณเริ่มต้นที่ Live ตัวเดียว คุณทำงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่จำเป็นต้องหาคลังเสียงอื่นมาเพิ่ม


    ยิ่งถ้าคุณทำเพลงสายอิเล็กทรอนิกส์, Hiphop, EDM - Live10 คือโปรแกรมเบอร์หนึ่งในดนตรีแนวนี้


    ถ้าคุณเป็นคนทำเพลงที่มีโปรแกรมที่คุ้นเคยสำหรับทำงานอยู่แล้วเหมือนผม - คุณไม่จำเป็นต้องสละเรือ ทิ้งโปรแกรมที่คุณใช้แล้วกระโดดมาหา Live


    แต่ถ้าคุณสามารถเพิ่ม Live10 เข้ามาในวงจรการทำงานของคุณได้ การทำงานของคุณจะสนุกขึ้นแน่นอน


ขอให้สนุกกับการทำเพลงครับ


------------------------------------------------------------

ผู้เขียน ธนภัทร แสงสุตะโกศล(บอม) – โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักทำเพลงโฆษณาและศิลปินวง Tea or Me ปัจจุบันเปิดเพจแนะนำการทำเพลงและรับผลิตเพลง ติดตามเฟสบุ๊คเพจได้ที่ https://www.facebook.com/RiddimerStudio/